วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556



 ยินดีต้อนรับเข้า
สู่เว็บไซต์

ประเพณีชาวสุรินทร์

ความหมายประเพณีไทย



ความหมายประเพณีไทย
  


คำว่า ประเพณี หมายถึง ขนบธรรมเนียม แบบแผน (พจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน, 2493 : 569)
- ประเพณี คือ ความประพฤติที่หมู่ชนหมู่หนึ่งถือเป็นธรรมเนียม หรือเป็นแบบแผนสืบต่อกันมาจนเป็นพิมพ์เดียวกัน ถ้าใครในหมู่ประพฤตินอกแบบก็เป็นการผิดประเพณี (เสฐียรโกเศศ, 2500/ประเพณีไทย/บทนำ)
- ประเพณีเป็นเรื่องของพิธีปฎิบัติสืบๆ มามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคงไว้บ้างประเพณีไทยแสดงถึงความสัญลักษณ์ของชาติ(แปลก สนธิรักษ์, 2523: 193)
- โดยเนื้อหาสาระแล้ว ประเพณี คือ สิ่งที่คนในสังคมส่วนรวมสร้างขึ้นให้เป็นมรดกที่ผู้เป็นทายาทจะต้องรับไว้และปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป รวมทั้งการเผยแพร่ แก่คนในสังคมอื่นอีกด้วย

ประเภทของประเพณี
ประเพณีนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. จารีตประเพณี (Mores) คือ ประเพณีที่ต้องประพฤติเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรมและจรรยาของสังคม ถือกันว่ามีคุณค่าต่อบุคคลในสังคมนั้นๆ ใครฝ่าฝืนหรือเฉยเมยถือว่าเป็นการละเมิดกฎของสังคม ผิดประเพณีของสังคม ถือเป็นความผิดความชั่วมีโทษ เช่น ประเพณีการแต่งงาน เป็นต้น
2. ขนบประเพณี (Institution) คือ ประเพณีที่วางเป็นระเบียบไว้ จะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม โดยตรง เช่น เขียนเป็นกฎหรือระเบียบให้กระทำร่วมกันมีข้ออ้างอิงเป็นตัวบทกฏเกณฑ์ โดยอ้อมหรือโดยปริยาย คือ รู้กันเอง ถือสืบๆกันมา คนในถิ่นนั้นปฎิบัติกันอย่างนั้นๆ เช่น ประเพณีทำบุณเลี้ยงพระของไทย เป็นต้น
3. ธรรมเนียมประเพณี (Convention) คือ เรื่องเกี่ยวกับธรรมดาสามัญของสามัญชน ไม่ถือเอาผิดเอาถูก ไม่มีการลงโทษ ปรับไหมเหมือนจารีตประเพณี ไม่มีระเบียบเคร่งครัดเหมือนขนบประเพณี ผู้ทำผิดประเพณีนี้ไม่ถือเป็นเรื่องเสียหายหรือมีโทษมากนัก เพียงแต่ถือว่าผู้ผิดประเพณีเป็นผู้ไร้การศึกษา ขาดคุณสมบัติผู้ดี เช่น การแต่งกายไม่ถูกกาลเทศะ การยืน การเดิน การนั่ง การนอน อันไม่เหมาะสม เป็นต้น

ลักษณะของประเพณีไทย
ประเพณีไทยแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ
1. ประเพณีส่วนบุคล ได้แก่ ประเพณีเกี่ยวกับการแต่งงาน ประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย ประเพณีการบวช ประเพณีการขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีทำบุญอายุ เป็นต้น
2. ประเพณีส่วนรวม ได้แก่ ประเพณีทางศาสนาต่างๆ เช่นประเพณีการทำบุญเข้าพรรษา ออกพรรษา ประเพณีตรุษ สารท ลอยกระทง ประเพณีเทศกาลสงกรานต์ และประเพณีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น

ประเพณีแซนโฎนตา


งานประเพณีแซนโฎนตาบูชาบรรพบุรุษ จังหวัดสุรินทร์



งานประเพณีแซนโฎนตา ชาวสุรินทร์ร่วมกันประกอบพิธีแซนโฏนตา บูชาบรรพบุรุษยิ่งใหญ่ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล ให้แก่ บรรพบุรุษ ประเพณีที่มีความสำคัญ ของชาวไทยเชื้อสายเขมร และชาวกูย ในจังหวัดสุรินทร์ ที่ถือปฏิบัติสืบทอดติดต่อกันมายาวนานนับพันปี
งานประเพณีแซนโฎนตา จังหวัดสุรินทร์



งานประเพณีแซนโฎนตา นับเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวัดสุรินทร์ โดยจะมีการถือปฏิบัติขึ้นทุกปี เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการแสดงออกถึงความรัก ความเอื้ออาทรต่อบุพการีผู้มีพระคุณ โดยถือกำหนดจัดขึ้นในแรม 14 เดือน 10 โดยชาวสุรินทร์เมื่อถึงวันจะพร้อมใจกันหยุดภาระกิจการงานและจะร่วมกันเซ่น ไหว้ขึ้นที่บ้านแต่ละบ้าน โดยยึดบ้านที่อาวุโสที่สุดของครอบครัว
พิธีแซนโฎนตา เซ่นไหว้บูชาบรรพบุรุษ ประกอบด้วยพิธีการทางศาสนา กราบพระ การบูชาพระรัตนตรัย จากนั้นเป็นการรำเซ่นไหว้ บูชาบรรพบุรุษ และพิธีแซนโฎนตา เซ่นไหว้ บรรพบุรุษ โดยชาวจังหวัดสุรินทร์ ที่นำเครื่องเซ่นไหว้ มาร่วมพิธี ก็จะจุด เทียน ธูป เซ่นไหว้ บรรพบุรุษ ด้วยการเทเหล้า น้ำหวาน น้ำดื่ม พร้อมเรียก ดวงวิญญาณ ของบรรพบุรุษ มารับอาหารที่ลูกหลาน ได้นำมาเซ่นไหว้ จากนั้นพระสงฆ์ ได้สวดมาติกา บังสุกุล เป็นอุทิศส่วนกุศล ให้ผู้ล่วงลับไปแล้ว ต่อจากนั้น พระสงฆ์ได้ให้พร แก่ญาติโยมที่มาร่วมพิธีแซนโฎนตา เซ่นไหว้บรรพบุรุษ เป็นอันเสร็จพิธี



ชาวสุรินทร์เชื้อสายเขมร เชื่อว่า การประกอบประเพณีแซนโฎนตา เป็นการที่ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผีบรรพบุรุษ ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ให้ได้รับผลบุญกุศลที่อุทิศไป เชื่อว่าทำให้ทุกข์เวทนาจากบวงกรรมมีความบรรเทาเบาบางลง จึงให้มีการจัดพิธีแซนโฎนตา ขึ้นและให้มีการสืบทอดต่อๆกันมา ลูกหลานต้องปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ กันมาถึงทุกวันนี้ ถ้าญาติหรือลูกหลานประกอบพิธีแซนโฎนตา และทำบุญอุทิศให้ เชื่อว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ก็จะอวยพรให้ญาติหรือลูกหลานมีความสุขความเจริญประกอบอาชีพประสบผลสำเร็จมี เงินมีทองใช้ แต่ถ้าไม่ทำพิธีแซนโฎนตา ญาติที่ล่วงลับไป ก็จะโกรธและสาปแช่งญาติหรือลูกหลานไม่ให้มีความสุขความเจริญประกอบอาชีพฝืด เคือง ไม่ราบรื่น ดังนั้นลูกหลานของชาวไทยเชื้อสายเขมรทุกรุ่นจึงต้องประกอบพิธีแซนโฎนตามา ทุกปีจนถึงปัจจุบันนี้



ประเพณีแต่งงานบนหลังช้าง


 ประเพณีแต่งงานบนหลังช้าง

จังหวัดสุรินทร์โดยนายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ นายธงชัย มุ่งเจริญพร นายก อบจ.สุรินทร์ และนางสาวบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสุรินทร์ ได้ร่วมกันจัดโครงการแต่งงานและ จดทะเบียนสมรสบนหลังช้างโดยเลือกวันจัดงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์ (Saint Valentine's Day) ซึ่งเป็นงานประจำของทุกปี ณ ศูนย์คชศึกษาบ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เพื่อสืบสานอารยธรรมประเพณีชองชาวกวยแห่งหมู่บ้านช้าง และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดสุรินทร์




ปีนี้ มีคู่บ่าวสาวทั้งหมดจำนวน 35 คู่ ในจำนวนนี้เป็นคู่บ่าว-สาวชาวต่างประเทศจำนวน 4 คู่ โดยผู้เข้าร่วมในพิธีมีทั้งที่เป็นคู่บ่าว-สาวใหม่ และสามีภรรยาที่ครองรักครองเรือนกันมายาวนานหลายปี เสมือนเป็นการเข้าร่วมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมฉลองความสำเร็จในการครองรักครองเรือนให้ยืนยาว เป็นมิ่งขวัญมิ่งมงคลแก่ลูกหลานของตนสืบไป...


 พิธีซัตเต
พิธีการแต่งงานในวัฒนธรรมของชาวกวย ที่สืบทอดมาแต่โบราณ เรียกในภาษาชาวกวยว่า พิธีซัตเต


เริ่มเมื่อคู่หนุ่มสาวชาวกวย ตกลงแต่งงานกัน เจ้าบ่าวมาสู่ขอเจ้าสาวจากผู้ใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เริ่มสร้างกระท่อมเพื่อประกอบพิธีในบริเวณลานบ้านเจ้าสาวด้วยตนเองจนเสร็จ และในวันแต่งงาน เจ้าบ่าว เจ้าสาว จะสวมชุดชาวกวยพื้นเมือง เจ้าบ่าวจะเดินทาง (ถ้ามีช้างจะนั่งช้าง) จากบ้านตนเองไปบ้านเจ้าสาว จากนั้นพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีจะพาเจ้าสาวลงมาจากบ้านไปยังกระท่อมเพื่อประกอบพิธีกรรม

เริ่มด้วยเจ้าบ่าวจะสวมด้ายมงคล เจ้าสาว จะสวมจะลอม (มงกุฎที่ทำจากใบตาล) จะมะ (แก้ว แหวน สร้อย ต่างหู หรือเครื่องประดับที่เจ้าบ่าวนำมาให้) แล้วเริ่มตรวจนับสินสอดเครื่องประกอบต่างๆ จากนั้นพราหมณ์จะเริ่มพิธีบายศรีสู่ขวัญตามแบบชาวกวย  พิธีถอดกระดูกคางไก่เสี่ยงทายชีวิตคู่ แล้วผูกข้อมือผู้ใหญ่ เพื่อน และอวยพรให้คู่บ่าวสาวตามลำดับจนเสร็จ

สุดท้ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่งช้างเดินทางไปยังวังทะลุ (บริเวณที่ลำน้ำมูลและลำน้ำชีไหลมาบรรจบกัน) เพื่อบอกกล่าวเจ้าที่ให้รับทราบถึงการครองคู่สามีภรรยาจึงถือเป็นการเสร็จ สิ้นพิธี




ขั้นตอนในพิธี

1.ขบวนแห่ขันหมากอันยิ่งใหญ่ ประกอบด้วยช้างราว 100 เชือก

2.ถึงบ้านเจ้าสาว เลี้ยงโต๊ะจีนอาหารช้าง

3.คู่บ่าว-สาว เข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญตามแบบชาวกวย

4.ขบวนแห่คู่บ่าว-สาวนั่งช้างเดินทางไปรับใบทะเบียนสมรส ของที่ระลึกบนหลังช้าง จากนายเสริม ไชยณรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และนายธงชัย มุ่งเจริญพร นายก อบจ.สุรินทร์ และ นายประถม ประเมินดี นายอำเภอท่าตูม เป็นนายทะเบียนราษฎร์ จากนั้นร่วมกันบันทึกภาพประวัติศาสตร์การจดทะเบียนสมรสบนหลังช้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

5.ผู้ร่วมงานพิธีและคู่บ่าวสาว ทั้ง 35 คู่ เดินทางต่อไปยัง วังทะลุเพื่อเลี้ยงฉลองงานแต่งงาน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักชื่นมื่น และความอบอุ่นในวันวาเลนไทน์วันแห่งความรักปีนี้

ประเพณีบุญบั้งไฟ


งานบุญบั้งไฟ



ในต้นฤดูฝน ส่วนหนึ่งของชาวสุรินทร์มีความเชื่อว่า ถ้ามีการบวงสรวงและขอฝนจากเทวดาแล้วจะทำให้ฝนตกตามฤดูกาล ดังนั้นชาวรัตนบุรี ซึ่งเป็นชาวสุรินทร์ส่วนหนึ่งจะจัดขบวนเซิ้งบั้งไฟ



 ซึ่งเป็นขบวนแห่ยาวเหยียดและสวยงาม ต่อจากนั้นก็จะมีการปล่อยบั้งไฟให้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจำนวนหลายลำและน่าดูมาก



ประเพณีงานทำบุญข้าวจี่


ประเพณีงานทำบุญข้าวจี่


เป็นประเพณีของประชาชนบางส่วนในจังหวัดสุรินทร์ มักจะจัดขึ้นระหว่างเดือน ๓ เดือน ๔ในวันเริ่มงาน ชาวบ้านชายหญิงและพระสงฆ์ที่ชาวบ้านนิมนต์มา จะไปประชุมทำบุญกัน ณ สถานที่กำหนดในการจัดงาน กลางคืนพระจะสวดมนต์และมีเทศน์ด้วย เวลาเช้ามีการตักบาตรข้าวจี่พร้อมกันทุก ๆ ครัวเรือน ชาวบ้านจะทำข้าวจี่โดยก่อกองไฟกองใหญ่ลงที่ลานวัด แล้วเอาข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้วมาปั้นเป็นก้อนโตประมาณเท่าผลมะตูมขนาดกลาง ต่อจากนั้นก็เอาน้ำตาลอ้อยปึกเป็นไส้ในเสียบไม้เข้าย่างในกองไฟ พลิกไปพลิกมาจนสุกเกรียมดีแล้ว จึงเอาออกมาซุบไข่ไก่ทารอบปั้นข้าวนั้นแล้วก็ย่างไฟให้สุกอีกครั้งหนึ่งก็เป็นอันใช้ได้ เมื่อทำเสร็จแล้วได้เวลาก็นำไปตักบาตรพระเพื่อจะได้ฉันต่างของหวานพร้อมกันกับฉันเช้าวันนั้น หลังจากพระฉันเสร็จแล้วก็มีเทศน์อีกเมื่อพระเทศน์จบก็เป็นอันว่าเสร็จงานทำบุญข้าวจี่




งานประเพณีบุญข้าวจี่ของดีเมืองโพธิ์ชัย หรือบุญเดือนสาม เป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นตาม ฮีตสิบสอง จารีตประเพณีโบราณของชาวอีสาน ซึ่งถือว่าการได้ทำบุญข้าวจี่แล้วจะได้บุญกุศลมากและเป็นกาละทานชนิดหนึ่ง ในงานได้จัดให้มีการประกวดธิดาปุณณทาสี และข้าวจี่ยักษ์อีกด้วย


ประเพณีงานช้างสุรินทร์

งานช้างและงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์

   งานช้างสุรินทร์ มีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มชาวพื้นเมืองที่เรียกว่า "ส่วย"ซึ่งมีความชำนาญนาการจับช้างป่ามาฝึกฝนให้ทำงานต่าง ๆ ซึ่งกล่าวกันว่า พวกส่วย เป็นผู้อพยพมาจากเมืองอัตขันแสนแป เมืองจำปาศักดิ์ประเทศลาว ซึ่งเป็นชนเผ่าที่เลี้ยงช้างมาจากบรรพบุรุษ 
   ชาวส่วยกลุ่มนี้ได้อพยพมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ชาวส่วยได้สืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตตามบรรพบุรุษ จึงได้มีการไปจับช้างป่าในฝังประเทศกัมพูชามาฝึกฝนเพื่อนำไปลากไม้ในป่า จนเมื่อปี 2502 ไทยได้เกิดข้อพิพาทกับกัมพูชา ชาวส่วยจึงไม่สามารถเข้าไปจับช้างได้อีกต่อไป 
   นับตั้งแต่นั้นมา ชาวส่วยจึงหันมาเลี้ยงช้างเพื่อการใช้งานในบ้าน ฝึกสอนให้แสดงท่าทางต่าง ๆ เพื่อจะนำช้างออกไปแสดงแทนการทำงานในป่าและการฝึกช้างเพื่อขายเพียงอย่างเดียว หลังจากนั้นมา องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จึงส่งเสริมการแสดงช้างเป็นงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ โดยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นต้นมา


งานช้างและงานกาชาดสุรินทร์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถือได้ว่าเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวสุรินทร์ โดยงานแสดงช้างจะจัดพร้อมกันกับงานกาชาดจังหวัดสุรินทร์ เป็นที่รู้จักกันทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างมุ่งหน้าสู่จังหวัดสุรินทร์เพื่อชมการแสดงของช้างอันยิ่งใหญ่อย่างคับคั่งเป็นประจำทุกปี 
ภายในงานมีการประกวดตกแต่งรถอาหารช้าง การแสดงขบวนแห่ช้างเข้าเมืองกว่า 300 เชือก พิธีต้อนรับและเลี้ยงอาหารช้าง โต๊ะจีนยาวกว่า 500 เมตร พร้อมอาหารกว่า 50 ตัน การแสดงความสามารถของช้าง และการแสดงแสง สี เสียง ที่ยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี



งานประเพณีบวชนาคช้าง


งานประเพณีบวชนาคช้าง(ประเพณีบวชช้าง)



งานบุญประเพณีบวชนาคช้าง วันขึ้น 13, 14 และ 15 ค่ำ เดือนหก ของทุกปี ณ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิตทำนาใหม่ในเดือน6 ของทุกปี ชาวกวยมีความเชื่อการบวชในศาสนาพุทธ เพื่อขอขมาลาโทษ ทดแทนบุญคุณบุพกาลี แล้ววิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขาในหมู่บ้า น จะอยู่เย็นเป็นสุข ทำมาหากินสะดวก ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลฯลฯ


ชาวสุรินทร์ทั้งเขมร ลาว กูย ล้วนนับถือพุทธศาสนาทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อลูกชายอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ก่อนที่จะมีเหย้ามีเรือน พ่อแม่จะต้องจัดการบวชให้ลูกชาย เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาเสียก่อน ซึ่งส่วนมากจะทำก่อนเข้าพรรษา เพราะเขาถือว่าถ้าบวชแล้วได้เข้าพรรษาจะได้บุญมาก เพราะเป็นช่วงที่พระภิกษุเคร่งวินัยมากกว่าระยะอื่น
ประเพณีการบวชนาคสมัยก่อนนั้น นับว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เพราะชายหนุ่ม (บิดามารดา) ในละแวกเดียวกันจะนัดกันบวชพร้อมกัน การบวชนี้ถ้าจะให้ได้ชื่อเสียง หรือได้บุญมากจะต้องขี่ช้าง แล้วแห่ไประยะไกลๆ มีผู้คนร่วม


ขบวนแห่นาคเป็นจำนวนพันในอดีต ชาวกวยบ้านตากลางและหมู่บ้านใกล้เคียง จะพร้อมใจกันแห่นาคด้วยช้างไปที่วังทะลุ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เป็นบริเวณที่ลำน้ำชีไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูล และจะทำพิธีบรรพชาอุปสมบทที่บริเวณดอนบวช (บริเวณที่เป็นเกาะกลางแม่น้ำ) ซึ่งการทำพิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นในช่วงวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 6 เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพราะในอดีตที่วัดยังไม่มีโบสถ์ จึงนิยมไปบวชที่บริเวณที่เป็นเกาะกลางแม่น้ำ หรือที่เราเคยได้ยินว่า สิมน้ำ
ใบปัจจุบัน พิธีบรรพชาอุปสมบท จะประกอบพิธีอยู่ที่โบสถ์ วัดแจ้งสว่าง บ้านตากลาง แต่ชาวกวยหมู่บ้านช้างก็ยังคงรักษาประเพณีบวชนาค ด้วยช้างไปที่วังทะลุไว้อย่างเหนียวแน่น คือ วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ของทุกปี ชาวบ้านตากลาง และหมู่บ้านใกล้เคียง จะจัดงานประเพณีบวชนาค และแห่นาคด้วยช้างไปที่วังทะลุเป็นประจำทุกปี เพื่อเซ่นไหว้บอกกล่าว ขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์ช้าง ส่งเสริมงานวัฒนธรรม อนุรักษ์ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี และภูมิปัญญาอันดีงามของท้องถิ่น และเห็นว่าเป็นงานประเพณีที่ควรอนุรักษ์ส่งเสริมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ จึงได้ร่วมกับจังหวัดสุรินทร์ อำเภอท่าตูม องค์การบริหารส่วนตำบลกระโพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานประเพณีบวชนาคช้างฯ ขึ้น ณ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์






ในการแห่ขบวนทั้งหมดไปยังบริเวณลำน้ำมูล คงจะคล้ายๆ กับประเพณีบวชนาคที่หาดเสี้ยวของจังหวัดสุโขทัย และประเพณีบวชนาคของหมู่บ้านช้าง บ้านตากลางนี้ ก็มีช้างเข้าร่วมขบวนนับร้อยเชือก ซึ่งนับได้ว่าเป็นขบวนแห่นาคที่ยิ่งใหญ่และหาดูได้ยากยิ่งในทุกวันนี้ ช้างแต่ละเชือกที่เข้าร่วมขบวนแห่นั้น เจ้าของหรือควาญก็ได้แต่งองค์ทรงเครื่องไม่แพ้กับนาคที่นั่งอยู่บนเจ้าตัวเท่าใดนัก บางเชือกก็มีการเขียนคำเท่ๆ ไว้ตามตัว ให้ผู้คนได้อ่านกันคลายเครียดด้วยงานนี้ทั้งนาคทั้งช้างต่างก็ไม่ยอมแพ้กันในเรื่องความงาม? เมื่อขบวนแห่มาถึงบริเวณวังทะลุแล้ว ก็จะมีการเซ่นผีปู่ตาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามธรรมเนียมของชาวกูยโดยทั่วไป การเซ่นปู่ตานั้นจะเป็นในลักษณะของการเสี่ยงทายด้วย โดยการดึงคางไก่ที่ใช้ในพิธีออกมาดู ซึ่งเป็นความเชื่อเช่น? เดียวกับการเสี่ยงทายคางไก่ก่อนออกไปคล้องช้าง
บวชหรือไม่ สำหรับกระดูกคางไก่ที่ใช้เสี่ยงทายนั้น จะมีลักษณะเป็น ๓ ง่าม และดูจากส่วนตรงกลางของกระดูกถ้ามีลักษณะปลายตรงก็จะบวชได้นานแต่ถ้าเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งก็จะบวชได้ไม่นาน และถ้าปลายนั้นงองุ้มเข้าหาคอ แสดงว่าจะมีอุปสรรคทำให้ไม่สามารถบวชได้ เมื่อพิธีทุกอย่างเสร็จสิ้นก็จะมีพิธีอุปสมบทในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชาของทุกปี

ประเพณีขึ้นเขาสวาย


ประเพณีขึ้นเขาสวาย
ประเพณีขึ้นเขาสวาย เคาะระฆังพันใบ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์http://www.manager.co.th/images/blank.gif



จังหวัดสุรินทร์ มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมสำคัญ ซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนพื้นเมืองมาอย่างยาวนานแห่งหนึ่ง คือ เขาสวายหรือ พนมสวายตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขาสวาย ในพื้นที่ตำบลนาบัวและตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 22 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเนินเขาเตี้ย ๆ ติดต่อกัน รอง ๆ บริเวณ มีเวิ้งน้ำใหญ่ ทิวทัศน์สวยงาม มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด มียอดเขาที่สำคัญ 3 ยอด ยอดที่ 1 เรียกว่า ยอดเขาชาย(พนมเปร๊าะ) สูง 220 เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทรทรมงคลและระฆังมหากุศล 1,080 ใบ จาก 1,080 วัด ยอดที่ 2 เรียกว่ายอดเขาหญิง(พนมสรัย) สูง 210 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดพนมศิลาราม ยอดเขาที่ 3 เรียกว่า เขาคอก (พนมกรอล) สูง 150 เมตร เป็นที่ตั้งศาลาอัฐฐะมุข ซึ่งเป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง เขาสวาย มีความสำคัญต่อชาวสุรินทร์มาตั้งแต่โบราณกาล กล่าวคือ เมื่อถึงเดือนห้าของทุกปีบรรพบุรุษชาวสุรินทร์จะถือว่าเป็นงานประเพณีหยุดงาน ซึ่งการหยุดงานจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ตอมตู๊จ ซึ่งหมายถึงวันหยุดงานเหล็ก จะมีการหยุดงาน ทำงานเพียง 3 วัน นับตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึงวันขึ้น 3 ค่ำ เดือนห้า ช่วงที่ 2 ช่วงตอมธม หมายถึง วันหยุดใหญ่ จะมีการหยุดทำงานทั้งหมด 7 วัน นับแต่วันแรม 1 ค่ำ ถึงวันแรม 7 ค่ำ เดือนห้า ซึ่งประเพณีการหยุดงานตามช่วงระยะเวลาดังกล่าว ชาวสุรินทร์มีความเชื่อว่า ต้องหยุดการทำงานทั้งหมด หากใครไม่หยุดทำงานก็จะมีอันเป็นไปและในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปี ชาวจังหัดสุรินทร์จะร่วมมือร่วมใจจัดงานบุญประเพณีขึ้นเขาสวายขึ้น ประกอบกับวันดังกล่าวถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ



ชาวสุรินทร์จะหยุดงานและพากันเดินทางไปขึ้นเขาสวายเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เสริมสิริมงคลชีวิตต่อตนเองและครอบครัว สิ่งศักดิ์สิทธิ์บนเขาสวายประกอบด้วย พระใหญ่หรือพระพุทธสิรนทรมงคล รอยพระพุทธบาทจำลอง อัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล พระพุทธรูปองค์ดำ หลวงปู่สวน ปราสาทหินพนมสวาย ศาลเจ้าแม่กวนอิม เตาหินศักดิ์สิทธิ์ และสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาปี 2551 จังหวัดสุรินทร์ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษามหาราช โดยได้ดำเนินการจัดหาระฆัง จำนวน 1,080 ใบ จากวัดทุกวัดในจังหวัดสุรินทร์ และวัดสำคัญอีก 10 วัด นำไปติดตั้งบริเวณทางขึ้นบันไดไปนมัสการพระพุทธสุรินทรมงคล และบริเวณรอบ ๆ สถูปบรรจุอัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ สวยงาม ปรากฏต่อสื่อสาธาณะอย่างกว้างขวาง และคาดว่าน่าจะเป็นจำนวนมากที่สุดในโลกอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้เคาะระฆังเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว